ยินดีต้อนรับสู่เว็บประกาศฟรี www.fieldcircus.com

"เว็บไซต์นี้เป็นเพียงสื่อกลางในการประกาศ ซื้อ/ขาย ทางเว็บจะไม่รับผิดชอบใดๆต่อการติดต่อ ซื้อ/ขาย ของท่านทุกรายการ โปรดพิจารณาความเหมาะสมก่อนการ ซื้อ/ขาย"

เสื้อผ้าเด็กอ่อน,เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด,บอดี้สูทเด็ก  สเปรย์ล้างโซ่ สเปรย์หล่อลื่นโซ่  ติดตั้งกล้องวงจรปิด        

 

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - damonshoppu

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
สินค้าอื่นๆ / 7 ข้อควรทำ หลังการฉีดฟิลเลอร์
« เมื่อ: 10 มิถุนายน 2022, 09:29:12 AM »


1. พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับจุดที่ฉีดฟิลเลอร์

หลังการฉีดฟิลเลอร์ไป สิ่งที่ห้ามทำคือ ห้ามนวด กด รวมทั้งการสัมผัสแรง ๆ ในรอบ ๆ ที่ฉีดฟิลเลอร์ เนื่องจากว่าอาจทำให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปเคลื่อนไปจากบริเวณที่ฉีด และในบางเคส หมอใช้การฉีดฟิลเลอร์เพื่อยกหน้า การนวดทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่แผนการรักษา หรือทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์เท่าที่ควร

ดังนี้หลังฉีดฟิลเลอร์ หากมีอาการคันหรือระคาย ห้ามเกาโดยเด็ดขาด เนื่องจากว่าอาจจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการอักเสบของผิวได้ ถ้าหากอาการคันไม่หายไปด้านใน 3 วัน ควรจะรีบไปพบหมอผู้เชี่ยวชาญ

2. เลี่ยงอาหารจำพวก หรือใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาผิวที่มีส่วนประกอบของกรด

ควรจะเลี่ยงการทานวิตามิน เช่น กิงโกะ น้ำมันพริมโรส กระเทียม โสม รวมทั้งวิตามินอี ทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์ เพราะสารพวกนั้นอาจทำให้ผู้เจ็บป่วยเสี่ยงกับสภาวะบอบช้ำได้ง่ายดายกว่าธรรมดา

ยิ่งไปกว่านี้สินค้าสำหรับบำรุงรักษาผิวพรรณที่มีส่วนประกอบของ AHA BHA หรือ Retinoids ก็อาจจะก่อให้เกิดการเคืองกับผิวรวมทั้งรอบ ๆ ที่ฉีดสารฟิลเลอร์ได้อีกด้วย ด้วยเหตุนั้นจึงต้องควรเลี่ยงก่อนชั่วคราว เพื่อให้มีความปลอดภัย

3. เลี่ยงการได้รับแสงแดดและก็ความร้อน

โดยธรรมดาแล้วใน 48 ชั่วโมงแรก หมอจะชี้แนะไม่ให้ผู้เข้ารับการฉีดฟิลเลอร์โดนความร้อนที่มีอุณหภูมิสูง ยกตัวอย่างเช่นการเข้าห้องซาวน่า เพราะความร้อนจะมีผลให้ผิวยืดหดมากยิ่งกว่าธรรมดา มีผลต่องการเซตตัวของฟิลเลอร์

ภายหลังฉีดฟิลเลอร์ไป ผิวอาจมีความ sensitive มากยิ่งกว่าปกติ การโดนความร้อนอาจจะทำให้กำเนิดรอยแดง เคืองรวมทั้งผื่นขึ้น

4. เลี่ยงการใช้ยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด

ยาที่มีฤทธิ์ต้านทานการแข็งตัวของเลือด ตัวอย่างเช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน รวมทั้งยาแก้อักเสบบางจำพวก เป็นยาที่ควรจะเลี่ยงทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์ เพราะการฉีดฟิลเลอร์เป็นการฉีดลงไปในผิวหนังชั้นลึก ถ้าโดนเส้นเลือดขณะฉีดอาจจะก่อให้เลือดหยุดไหลช้า ทำให้บอบช้ำง่ายดายกว่าปกติ ด้วยเหตุนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัย และไม่เสี่ยงบอบช้ำ ควรจะหลบหลีกการใช้ยาดังที่กล่าวมาข้างต้นขั้นต่ำ 1 อาทิตย์

5. หลบหลีกการแว็กซ์ ถอน ย้อมขน หรือใช้ครีมกำจัดขน

ภายหลังจากฉีดฟิลเลอร์แล้วผิวหนังรอบ ๆ ที่ฉีดอาจมีความเปราะบางลงชั่วครั้งคราว ราว ๆ  2-3 วัน ซึ่งแม้ในระหว่างนี้ มีการกำจัดขนด้วยแนวทางต่าง ๆ ได้แก่ การแว็กซ์ขน ถอนขน ใช้ครีมกำจัดขน หรือทำย้อมเส้นขน ก็อาจส่งผลให้ผิวมีการเคือง มีความเสี่ยงต่อการอักเสบและก็ติดโรคได้ โดยเหตุนั้นควรต้องหลบหลีกไปก่อนที่จะเหมาะสมที่สุด

6. ดื่มน้ำให้มาก ๆ

ฟิลเลอร์หมายถึงสารไฮยาลูลอนิคซึ่งมีฤทธิ์สำหรับในการซับน้ำ ภายหลังจากฉีดฟิลเลอร์ในตอน 4-5 วันแรก หมอจะแนะนำให้กินน้ำให้อย่างต่ำวันละ 8-10 แก้ว หรือราว 2 ลิตรต่อวัน เนื่องจากการกินน้ำมากมาย ๆ จะช่วยทำให้ฟิลเลอร์ที่เป็นสารซับน้ำ มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น และก็ทำให้รอบ ๆ ที่ฉีดฟิลเลอร์มองเต็มเป็นธรรมชาติ

7. เลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์แล้วก็ดูดบุหรี่

ภายหลังจากฉีดฟิลเลอร์ ควรให้งดเว้นการดื่มแอลกอลฮอล์ ของมึนเมา ดังนี้ไม่ใช่เพราะเหตุว่าฟิลเลอร์จะสลายหรืออยู่ไม่นาน แต่เพราะคนไข้อาจจะดูแลรอบ ๆ ที่ฉีดฟิลเลอร์ไปได้ไม่ดี บางทีอาจจะเผลอนวด เผลอเท้าคางได้ รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เลือดสูบฉีด อาจทำให้เลือดไหลในรอบ ๆ ที่ฉีดฟิลเลอร์ได้

การสูบบุฟรี่ภายหลังจากการฉีดฟิลเลอร์ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีมาก เพราะว่าอาจจะก่อให้เป็นผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนาได้ ดูดบุหรี่หลังการฉีดฟิลเลอร์ที่ปาก อาจทำให้รูปลักษณ์ที่แพทย์ผลิตขึ้นมาเป็นปากกระจับบางครั้งอาจจะผิดแบบได้ ดังนั้นเสนอแนะให้งดเว้นสุรา แอลกอฮอล์ และก็ดูดบุหรี่ข้างหลังฉีดฟิลเลอร์ขั้นต่ำโดยประมาณ 2-3 วัน

2
เครื่องดูดฝุ่นถือเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่ทุกบ้านจะขาดไปไม่ได้ เพราะนอกจากจะช่วยเบาแรงในการทำความสะอาดมากกว่าการกวาดด้วยไม้กวาดแล้ว เครื่องดูดฝุ่นยังสามารถจัดการกับเศษฝุ่นได้ดีและละเอียดกว่าด้วย โดยในปัจจุบันแบรนด์ต่าง ๆ ก็ได้มีการผลิตเครื่องดูดฝุ่นออกสู่ตลาดกันหลายรุ่น หลายรูปแบบ โดยแต่ละแบบก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป ว่าแล้ววันนี้เราก็จะมารีวิวเครื่องดูดฝุ่น 3 สไตล์ จาก 3 แบรนด์ดัง ถ้าใครอยากรู้ว่าจะมีเครื่องดูดฝุ่นรุ่นอะไรจากแบรนด์ไหนบ้างก็ตามมาดูกันได้เลย

1. เครื่องดูดฝุ่น Electrolux EC41-6CR



EC41-6CR คือเครื่องดูดฝุ่นแบบกล่องจากแบรนด์ Electrolux ซึ่งเครื่องดูดฝุ่นรูปแบบนี้จะมีราคาถูก แรงดูดสูง และสามารถเก็บฝุ่นได้เยอะ โดยตัวกล่องเก็บฝุ่นของ EC41-6CR นั้นสามารถเก็บฝุ่นและสิ่งสกปรกได้มากถึง 1.8 ลิตร มีมอเตอร์กำลังไฟ 2,000 วัตต์ และมีจุดเด่นที่ระบบกรองฝุ่น 4 ขั้นตอน ทำให้สามารถสามารถแยกอนุภาคของฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. เครื่องดูดฝุ่น dyson SV10Kv8 SLIM FLUFFY+



SV10Kv8 ที่ดูดฝุ่นแบบด้ามจับของแบรนด์ dyson เป็นเครื่องดูดฝุ่นตัวท๊อปราคาสูงแต่รับรองว่าคุ้มค่า ด้วยระบบหัวดูดพื้นลูกกลิ้งแบบใหม่ ที่ dyson ตั้งใจพัฒนาให้เล็กและเบาลงสามารถใช้ทำความสะอาดได้ทุกมุมของบ้าน มาพร้อมหัวดูดไซโคลน 2 ชั้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาดเป็นเท่าตัว ตรงหัวดูดมีไฟส่องให้มองเห็นฝุ่นได้ง่าย ตัวเครื่องใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียม ชาร์จได้ยาวนานกว่า 5 ชม. ข้ดดีอีกอย่างของ SV10Kv8 ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ มอเตอร์ระบบดิจิตอล V8 ให้แรงดูดสูงถึง 19.5 แอร์วัตต์ แต่มีความดังเพียง 82 เดซิเบลเท่านั้น ถ้าจะพูดถึงข้อเสียก็คงจะเป็นส่วนของกล่องเก็บฝุ่นที่ค่อนข้างเล็กเพียง 0.54 ลิตร ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับที่ดูดฝุ่นแบบด้ามจับ

3. เครื่องดูดฝุ่น xiaomi XMI-SKV4093GL



xiaomi XMI-SKV4093GL คือโรบอทดูดฝุ่น อุปกรณ์อัจฉริยะที่ทั้งสะดวก รวดเร็ว ช่วยให้การทำความสะอาดของคุณง่ายขึ้นอีกเป็นเท่าตัว โดยความพิเศษของ XMI-SKV4093GL คือมันเป็นตัวช่วยที่สามารถกำจัดฝุ่นและถูพื้นได้ในเครื่องเดียว ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ความจุ 2600 mAh มีพลังดูดสูงถึง 2500 Pa ขนาดถังเก็บฝุ่น 600 มิลลิลิตร และถังเก็บน้ำ 200 มิลลิลิตร มีระบบกลับแท่นชาร์จโดยอัตโนมัติเมื่อแบตเหลือต่ำกว่า 20% ซึ่งเมื่อชาร์จเต็มแล้วสามารถกลับไปทำงานต่อได้ มีระบบ Visual Dynamic Navigation System ของตัวเครื่องที่จะวิเคราะห์โครงสร้างของห้องและออกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้มันยังสามารถสั่งการด้วยเสียงและควบคุมผ่านมือถือได้อีกด้วย

3
สำหรับคนไทยเครื่องล้างจานอาจจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้รรับความนิยมสักเท่าไหร่ แต่ในต่างประเทศเครื่องล้างจานถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่มีใช้กันแทบทุกบ้าน ซึ่งสำหรับใครที่กำลังตัดสินใจอยู่ว่าควรจะซื้อเครื่องล้างจานมาใช้ดีไหม วันนี้เราก็จะมาแชร์ข้อดีข้อเสียของเครื่องล้างจาน เพื่อช่วยทุกท่านประกอบการตัดสินใจ ถ้าอยากรู้ว่าจะมีอะไรบ้างก็ตามไปดูกันได้เลย



ข้อดีของเครื่องล้างจาน

เบาแรงและสะอาดกว่าการล้างด้วยมือ

สำหรับหลายคนการล้างจานถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่แสนน่าเบื่อ แต่ปัญหาจะหมดไปถ้าหากคุณมีเครื่องล้างจานมาช่วยเบาแรง ซึ่งโดยปกติแล้วการล้างจานด้วยเครื่องนั้นจะมีมาตรฐานเรื่องความสะอาดมากกว่าการล้างด้วยมืออีกด้วย

สามารถล้างจานจำนวนมากได้

เครื่องล้างจานนั้นสามารถล้างจานทีละจำนวนมาก ๆ ได้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่อง ทำให้เหมาะจะใช้ในร้านอาหารหรือบ้านที่มีสมาชิกครอบครัวจำนวนมากนั่นเอง

ฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำอุณหภูมิสูง

เครื่องล้างจานนั้นจะทำการล้างสิ่งสกปรกด้วยน้ำอุณหภูมิสูง ซึ่งนอกจากจะทำให้พวกคราบและเศษอาหารหลุดออกง่ายกว่าเดิมแล้ว ยังมั่นใจได้ว่าจะไม่มีเชื้อโรคและแบคทีเรียหลงเหลือติดจานอย่างแน่นอน

สะดวกมากขึ้นด้วยโปรแกรมการล้าง

เครื่องล้างจานรุ่นใหม่ ๆ จากแบรนด์ต่าง ๆ เช่น เครื่องล้างจาน electrolux หรือ เครื่องล้างจาน xiaomi จะสามารถตั้งโปรแกรมการล้างรูปแบบต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ เช่น โปรแกรมประหยัดน้ำ หรือโปรแกรมสำหรับจานที่สกปรกมาก ทำให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไปอีก

ข้อเสียของเครื่องล้างจาน

มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

เป็นเรื่องปกติที่ความสะดวกสบายมักจะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ในกรณีของเครื่องล้างจานนั้นนอกจากจะมีค่าใช้จ่ายของตัวเครื่องที่ค่อนข้างสูง(สำหรับเครื่องล้างจานคุณภาพดี) แล้ว ยังมีค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าน้ำยาล้างจานที่ใช้เฉพาะสำหรับเครื่องล้างจาน ซึ่งหาซื้อยากและมีราคาสูงกว่าน้ำยาทั่วไปอีกด้วย

ไม่เหมาะกับบ้านที่ใช้จานน้อย

เครื่องล้างจานนั้นถูกออกแบบมาสำหรับล้างจานจำนวนมากในคราวเดียว ซึ่งสำหรับบ้านไหนที่ล้างจานครั้งละไม่กี่ใบก็จะไม่คุ้มค่าน้ำ กับค่าน้ำยาล้างจาน

ไม่ควรใช้ล้างเครื่องครัวบางชนิด

เครื่องล้างจานนั้นมีข้อจำกัดว่าไม่ควรใช้ล้างเครื่องครัวที่ผลิตจากวัสดุบางชนิด เช่น จาน หรือ ช้อนส้อม ที่ทำจากอลูมิเนียม ไม้ คริสตัล เงิน ทองแดง และพลาสติกที่ไม่ทนความร้อน หรือเครื่องครัวมีคมอย่างมีดถ้าหากนำเข้าเครื่องล้างจานก็อาจจะทำให้ความคมหายไปได้

4
อย่างที่ทราบกันดีว่า “ตู้เย็น” คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็นสำหรับทุกบ้าน แน่นอนว่าหน้าที่หลักคือการรักษาความสดใหม่ของอาหาร และช่วยจัดสรรวัตถุดิบต่าง ๆ ให้อยู่เป็นสัดส่วน แต่นอกจากที่กล่าวมาตู้เย็นรุ่นใหม่ ๆ ยังมีการเสริมฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพิ่มเข้ามา เพื่อให้การถนอมอาหารของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ว่าแล้วในวันนี้เราก็จะมารีวิวตู้เย็นสุดล้ำจาก 3 แบรนด์ดังได้แก่ ตู้เย็น mitsubishi, ตู้เย็น samsung, และ ตู้เย็น hitachi ถ้าหากใครกำลังมองหาตู้เย็นคุณภาพสูง ฟังก์ชั่นครบ และราคาสมเหตุสมผลอยู่ ก็ตามมาดูกันได้เลย

1. ตู้เย็น MITSUBISHI MR-FC35ER/BR

ราคา 11,290 บาท (ซื้อออนไลน์ลดเพิ่มทันที 500 บาท)



MITSUBISHI MR-FC35ER/BR ตู้เย็น 2 ประตู ขนาด 11.1 คิว เป็นตู้เย็นสารพัดประโยชน์ในราคาจับต้องได้ ใช้ระบบอินเวอร์เตอร์ช่วยประหยัดพลังงาน มาพร้อมฟังก์ชั่นอัจฉริยะรอบด้านทั้ง Neuro Fuzzy System ระบบไมโครชิพอัจฉริยะที่คอยดูแลควบคุมการทำงานของตู้เย็นให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดเวลา, Humidity Control ฟังก์ชั่นควบคุมความชื้นในช่องแช่ ช่วยให้เนื้อสัตว์และผักผลไม้มีความสดใหม่อยู่เสมอ, Anti-Bacteria Food Liner ฟังก์ชั่นยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียให้คุณมั่นใจในสุขอนามัยของวัตถุดิบได้อย่างเต็มที่

2. ตู้เย็น SAMSUNG RT43K6230S8/ST

ราคา 15,990 บาท (ซื้อออนไลน์ลดเพิ่มทันที 1,500 บาท)



SAMSUNG RT43K6230S8/ST ตู้เย็นอัจฉริยะ 2 ประตูขนาด 15.6 คิว ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นสุดล้ำมากมาย เริ่มด้วย Twin Cooling Plus ระบบทำความเย็นแยกทิศทางซึ่งสามารถรักษาระดับความชื้นภายในตู้เย็นได้ถึง 70% ช่วยให้เนื้อสัตว์ รวมถึงผักและผลไม้ มีความชุ่มฉ่ำและสดใหม่อยู่เสมอสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดในการรักษาวัตถุดิบ อีกทั้งยังช่วยขจัดปัญหาเรื่องกลิ่นปะปนระหว่างอาหารได้, No Frost  ระบบป้องกันน้ำแข็งจับภายใน ไม่เพียงเท่านั้น RT43K6230S8/ST ยังมี Smart Conversion Mode ระบบสลับความเย็นอัจฉริยะ ที่สามารถปรับการใช้งานได้ตามความต้องการถึง 5 แบบ ทำให้คุณสามารถดึงประสิทธิภาพของตู้เย็นออกมาใช้ได้อย่างสูงสุด

3. ตู้เย็น HITACHI RVGX400PF-1GBK

ราคา 16,490 บาท (ซื้อออนไลน์ลดเพิ่มทันที 824 บาท)



HITACHI RVGX400PF-1GBK ตู้เย็น 2 ประตู ระบบอินเวอร์เตอร์ ขนาด 15 คิว ที่มีความครบเครื่องเหมาะสำหรับทุกบ้าน จุดเด่นอยู่ที่ฟังก์ชั่นการกระจายลมคู่สามารถส่งความเย็นได้อย่างทั่วถึง, ภายในตู้ใช้ระบบไฟ LED ช่วยประหยัดพลังงานและมีอายุการใช้งานนานกว่า, มีช่องแช่ผักขนาดใหญ่จุใจและชั้นวางนริภัยที่สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าตู้เย็นรุ่นอื่น ๆ, มีแผ่นกรองกลิ่น ช่วยลดปัญหากลิ่นปะปนของวัตถุดิบและยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย, สุดท้ายคือถาดทำน้ำแข็งแบบบิดหมุนปรับเลื่อนได้เพื่อความสะดวกในการใช้งาน จากทั้งหมดที่กล่าวมาบอกได้ว่า RVGX400PF-1GBK นั้นเป็นอีกหนึ่งตู้เย็นอัจฉริยะที่คุณภาพคุ้มเกินราคา

5
“ทีวี” ถือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับให้ความบันเทิงที่ทุกบ้านจะขาดไปไม่ได้ โดยในทุกวันนี้ตลาดทีวีมีการแข่งขันสูงมาก โดยเฉพาะทีวีจอแอลอีดีซึ่งเป็นหน้าจอรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ มีการผลิตทีวีแอลอีดีรุ่นต่าง ๆ ออกมากันมากมาย ซึ่งก็จะมีเรทราคาแตกต่างกันไปตามขนาดและฟังก์ชั่น โดยในวันนี้เราก็จะมารีวิวทีวีแอลอีดี ขนาด 55 นิ้ว จาก 3 แบรนด์ดังทั้งในส่วนของราคาและฟังก์ชั่นการใช้งานต่าง ๆ สำหรับใครที่กำลังมองหาทีวีแอลอีดี ขนาด 55 นิ้ว อยู่ ก็สามารถนำข้อมูลตรงนี้ไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจได้เลย

1. ทีวี Samsung UA55AU7700KXXT

ราคา 20,990 บาท ซื้อออนไลน์ลดเพิ่ม 3,400 บาท



UA55AU7700KXXT คือ Smart tv รุ่นยอดนิยมจาก Samsung ที่มีฟังก์ชั่นที่สูงเกินราคา ด้วยความคมชัดระดับ 4K ความละเอียดสูง 3,840 x 2,160 พิกเซล มาพร้อมชิพประมวลผล Crystal Processor 4K ใช้ระบบปฎิบัติการ TIZEN ที่ช่วยให้หน้าจอแสดงผลได้อย่างรวดเร็ว เหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี PurColor ให้คุณได้รับชมภาพสีสันสวยงามเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น มีระบบเอฟเฟกต์ Q-Symphony พลังเสียงรอบทิศทาง ความดังรวม 20 วัตต์ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมการทำงานของทีวีได้อย่างง่ายดายด้วยการสั่งงานผ่านระบบ Multiple Voice Assistants ของตัวรีโมต เรียกได้ว่าเป็นทีวีแอลอีดีที่ครบเครื่องไม่แพ้เจ้าอื่น ๆ เลยทีเดียว

2. ทีวี lg 55NANO80TPA

ราคา 23,990 บาท ซื้อออนไลน์ลดเพิ่ม 3,900 บาท



55NANO80TPA แอลอีดีทีวีตัวท๊อปจาก LG ซึ่งโดดเด่นเรื่องดีไซน์เรียบง่ายแต่ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัย เข้าได้กับการแต่งบ้านหลากหลายสไตล์ มาพร้อมความคมชัดระดับ 4K ความละเอียดสูง 3,840 x 2,160 พิกเซล โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี NanoCell Display ที่ LG ภูมิใจ สามารถแสดงเม็ดสีอันสมบูรณ์แบบและให้รายละเอียดที่สูงเหนือกว่าทีวีรุ่นอื่น ๆ ในมาตรฐานเดียวกัน มีเทคโนโลยี Local Dimming ที่สามารถควบคุมความสว่างของหน้าจอตามภาพที่แสดงออกมาโดยอัตโนมัติ สุดท้ายคือ Magic Remote แสนสะดวกที่สามารถใช้งานเสมือนเมาส์ไร้สาย และรองรับการสั่งการด้วยเสียง

3. ทีวี sharp 4T-C55CJ2X

ราคา 16,290 บาท ซื้อออนไลน์ ลดเพิ่ม 1,500 บาท



4T-C55CJ2X smart tv led จาก sharp ที่สุดของความคมชัดจากหลอดภาพ LED Blacklight ความละเอียดระดับ 4K (3,840 x 2,160 พิกเซล) เป็นสมาร์ททีวีสำหรับทุกคนในบ้าน รองรับการใช้งานผ่าน Netflix, Youtube, Prime Video, Web Browser และแอพพลิเคชั่นอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มือถืออย่างง่ายดายด้วยฟังก์ชั่น Cromecast built-in มีช่อง HDMI สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ภาพและเสียง มีตัวรับสัญญาณ Digital ในตัว สามารถทำงานร่วมกับระบบปฎิบัติการ IOS และ android ได้อย่างไหลลื่น เป็นอีกหนึ่งทีวีแอลอีดีที่มีความลงตัวสำหรับครอบครัว

6
ปัจจุบันวิวัฒนาการของเครื่องโกนหนวดจากใบมีดโกนหนวดได้เปลี่ยนมาเป็นเครื่องโกนหนวดไฟฟ้ากันหมดแล้ว เพราะเนื่องจากประสิทธิสิทธิภาพ เทคโนโลยี และการดูแลผิวจึงทำให้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้าได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง โดยวันนี้เราจะพาทุกคนมาตามที่สุดของเครื่องโกนหนวดไฟฟ้าไปพร้อม ๆ กัน กับการรีวิวเครื่องโกนหนวดไฟฟ้า นวัตกรรมใหม่ที่คุณผู้ชายต้องหลงรัก แต่จะน่าเลิฟน่าลองแค่ไหนตามมาพิสูจน์กัน

1.เครื่องโกนหนวด FLYCO FS0002 (ราคา 1,490 บาท)



เครื่องโกนหนวด FLYCO เป็นที่โกนหนวดไฟฟ้า ที่มาพร้อมคุณสมบัติล้ำ ๆ หลายประการด้วยกัน ประการแรกมาพร้อมที่โกนหนวดไฟฟ้า 3 หัว จึงสามารถโกนได้ทั้งแบบเปียกและแบบแห้ง และยังสามารถกันจอนได้อีกด้วย จึึงเพิ่มความสะดวกสบายในแง่ของการใช้งานได้มากขึ้น เหมาะสำหรับพกพาเพราะมาในรูปแบบไร้สาน โดยใช้เวลาชาร์ตเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น แต่สามารถใช้งานได้สูงถึง 60 นาทีเลยทีเดียวค่ะ ลักษณะของหัวโกนแบบเดือยลูกลอย Floating dual-track foil จึงสามารถโกนให้เข้ารูปทุกรูปทรงของใบหน้า ช่วยให้โกนได้ลื่นขึ้น อ่อนนุ่มต่อผิวหนัง มาพร้อมใบมีด 2 ชั้นคู่ กระชับเข้ารูปกับผิวหน้าช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสผิว 50% จึงให้โกนได้ไวมากขึ้น เรียบเนียนขึ้น และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำความสะอาดได้ง่าย ใช้ได้นานอีกด้วยค่ะ

2.เครื่องโกนหนวด PHILIPS S7783/50  (ราคา 5,990 บาท)



เครื่องโกนหนวด PHILIPS ที่ถึงมาจะมาในราคาที่ค่อนข้างจัดเต็มไปบอกได้คำเดียวว่าประสิทธิภาพก็ดีควรค่าแก่ราคาที่สุด เพราะหัวโกนสามารถหมุนได้รอบทิศทาง จึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในทุก ๆ การใช้งาน โดยสามารถโกนได้ทั้งแบบเปียก แห้ง อีกทั้งยังโกนได้แบบแนบสนิท แม้กระทั่งกับหนวดเคราที่ขึ้นมาได้ถึง 3 วัน เพราะด้วยเทคโนโลยี SkinIQ Power AdapSensor ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเซนเซอร์อันแสนล้ำสมัยจึงช่วยตรวจจับความหนาแน่นของเส้นขน โดยไม่ทำอันตรายต่อผิวในขณะที่กำลังโกนอยู่ นอกจากนี้ ระบบใบมีด Steel Precision Blade ทำให้รอบการตัดหนวดสูงสุด 90,000 ครั้งต่อนาที จึงได้เคราสะอาดเกลี้ยงเกลาภายในเวลาไม่กี่นาที อีกทั้งยังมี Motion Sensor ที่ช่วยแนะนำทิศทางของการโกน และยังเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Philips GroomTribe เพื่อปรับแต่งการโกนให้เหมาะกับความต้องการ และพัฒนาเทคนิคให้ใกล้เคียงกับผิวมากที่สุด ยังไม่จบเพียงเท่านั้นยังมี One Touch Open ล้างทำความสะอาดหัวโกนง่ายเพียงแค่คลิกเดียว และระบบ Quick Charge สามารถชาร์จไฟเต็มได้อย่างรวดเร็ว โดย 1 ครั้งใช้ได้ 60 นาที โดยชาร์ตด่วน 5 นาทีสามารถโกนได้ 1 ครั้ง ด้ามจับยังจับถนัดมือดีต่อผู้ใช้งานที่สุด

3. เครื่องโกนหนวด REMINGTON SF-4880 (ราคา 3,920 บาท)



เครื่องโกนหนวด จาก REMINGTON มีคุณสมบัติที่ค่อนข้างครบช่วยให้ทุกการโกนหนวดในทุกเช้าเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย เพราะด้วยใบมีดออกแบบมาเพื่อใช้งานได้ง่ายและสะดวก โดยไม่ทำให้เกิดขนคุด มาพร้อมกับสารเคลือบจากว่านหางจระเข้จึงช่วยป้องกันการระคายเคืองในขณะที่กำลังโกน อีกทั้งยังสามารถตกแต่งหนวดเคราได้อย่างง่ายดาย หากใช้ร่วมกับโฟมโกนหนวด มาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบลิเธียม จึงสะดวกต่อการชาร์ตไฟ โดยชาร์จไฟเต็มที่ใช้งานได้ 45 นาที ซึ่งใช้เวลาชาร์ตเพียง 120 นาทีเท่านั้น โดยมีสแตนด์สำหรับชาร์จไฟ พร้อมรับประกันสินค้าเป็นเวลา 2 ปี

7
ผู้หญิงหลายคนอาจไม่เชื่อว่าแค่มีเส้นผมสวย ก็ทำให้ผู้หญิงอย่างเราสวยขึ้นแล้วค่ะ เราเลยต้องเสริมความสวยด้วยอุปกรณ์ทำผม ไม่ว่าจะเป็น เครื่องหนีบผม โรลม้วนผม รวมถึงไดร์เป่าผมซึ่งเป็นสารพัดอุปกรณ์สำหรับเติมความสวยให้เส้นผม ซึ่งหากสาว ๆ คนใดกำลังตามหาเครื่องม้วนผมเครื่องใหม่ที่ทำให้ผมของคุณอยู่ทรงยิ่งขึ้น เราจะพาไปติดตามค่ะ

1.แกนม้วนผม LESASHA LS1361(ราคา 2,990 บาท)



แกนม้วนผม LESASHA เป็นที่ม้วนผมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากเหล่าบิวตี้บล็อกเกอร์ โดยเป็นแกนม้วนผมแบบ Tulip Auto Twist ที่มีดีไซน์การออกแบบเหมือนกับดอกทิวลิป มาพร้อมกับนวัตกรรม Lotus auto rotating curler ที่เพียงแค่กดปุ่มของเครื่องม้วนก็ทำให้เส้นผมเป็นลอนสวยได้อย่างรวดเร็วและสวยงาม นอกจากนี้ยังจับถนัดมือเพราะถูกออกแบบให้มาเป็น Easy Styling พร้อมมี Tourmaline + Argan Oil ที่ช่วยถนอมเส้นผมช่วยให้เส้นผมไม่ชี้ฟู รวมถึงดูเงางามมากยิ่งขึ้น โดยแกนหมุนออโต้จะมีเสียงเตือนขึ้นให้เอาผมออกเมื่อความร้อนคงที่แล้ว รวมถึงป้องกันไม่เส้นผมของเราหยิกจากการไหม้อีกด้วย ซึ่งเราสามารถเลือกปุ่มคำสั่งสำหรับซ้ายขวาได้ตามต้องการ รวมถึงหมดกังวลเรื่องแกนม้วนไม่ติดเส้นผม  และช่วยลดปัญหาผมติดแกนม้วนจนทำให้เกิดอันตราย

2.แกนม้วนผม REMINGTON CI-9132 (ราคา 1,890 บาท)



แกนม้วนผม REMINGTON รุ่นนี้เป็นเครื่องม้วนผมที่มีเทคโนโลยี OPTI ซึ่งจะปล่อยความร้อนในระดับที่คงที่และเหมาะสม รวมถึงสม่ำเสมอในระหว่างม้วน ช่วยให้เส้นผมอยู่ทรงได้นานมากขึ้น และด้วยแกนม้วนขนาด 32 มม. ซึ่งผ่านการเคลือบเซรามิกเคลือบสารกันลื่น จึงช่วยล็อกช่อผมให้ง่ายต่อการม้วนผม มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Pro+ สำหรับการม้วนและการเซ็ทผมที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมอบความร้อนสูง 120 -210 องศาเซลเซียส ช่วยให้เครื่องม้วนผมร้อนเร็วขึ้นภายใน 30 วินาที โดยมีระบบตัดไฟอัตโนมัติ อีกยังเป็นระบบไฟที่สามารถใช้กันได้ทั่วโลก โดยรับประกันสินค้าทั้งหมด 2 ปี

3.แกนม้วนผม DYSON HS01 COMPLETE NICKEL/FUCHSIA (ราคา 17,900 บาท)



แกนม้วนผม DYSON HS01 เป็นแกนม้วนผมที่แม้ราคาแรง แต่ทว่ามีประสิทธิภาพเยี่ยมโดยมีผูัใช้มากมายยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าดีและเหมาะสมกับการใช้งานเป็นอย่างยิ่ง โดยเป็นแกนม้วนผมขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ดิจิทัล จึงสามารถเป่าผม และจัดแต่งทรงผมได้อย่างหลากหลายตามความต้องการ โดยมี อฟฟกต์ Coanda ช่วยดึงเส้นผมให้ม้วนเข้าไปยังผิวหน้าของแปรงจึงสะดวกต่อการใช้งานเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังผ่านระบบควบคุมความร้อนอัจฉริยะ โดยหากว่าวัดอุณหภูมิได้ 40 ครั้งต่อวินาที ป้องกันไม่ให้ความร้อนทำลายเส้นผมนอกจากนี้ยังมีระบบ One-Click และ Cool-Touch Tips ที่ช่วยในการเปลี่ยนอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว สามารถปรับความร้อน และความแรงลมได้ 3 ระดับ ประกอบด้วน สูง ต่ำ และเย็น โดยมีระบบไอออนประจุลบ ช่วยลดไฟฟ้าสถิตในเส้นผม มาพร้อมกับอุปกรณ์เสริม 6 ชิ้นในชุ พร้อมรับประกันการใช้งาน 2 ปี ตามเงื่อนไขที่กำหนด

8
เพิ่มความสดชื่นให้ห้องของคุณด้วยผลิตภัณฑ์ปรับอากาศภายในห้อง ซึ่งในปัจจุบันมีด้วยกันหลายรูปแบบทั้งก้านไม้หอมปรับอากาศ สเปรย์ปรับอากาศ เจลปรับอากาศ ซึ่งหากใครยังไม่รู้ว่าควรซื้อประเภทไหน ยี่ห้ออะไร หรือกลิ่นแบบไหนดี เรามีมาแนะนำซึ่งจะช่วยให้ห้องของคุณหอมและสดชื่นขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ ตามมาดูกันเลย

1.สเปรย์ปรับอากาศ POLAR (ราคา 240 บาท)



สเปรย์ปรับอากาศ POLAR กลิ่นยูคาลิปตัสผสมแอคทีฟ โพลาร์ จึงมอบความหอมสดชื่นให้ห้องทันทีที่ฉีดพ่นสเปรย์ รวมทั้งมอบความเย็น สดชื่น โล่งจมูก โดย Activ Polar เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะจาก Nova Health คิดค้นโดยแพทย์และเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ จึงมีประสิทธิภาพเปลี่ยนอากาศให้สะอาดขึ้น สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อราที่ก่อโรคร้ายได้อย่างง่ายดาย พร้อมขจัดสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้เรื้อรัง ใช้สำหรับขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ทั้งกลิ่นอับ กลิ่นขยะ และกลิ่นอาหาร โดยละอองสเปรย์ไม่ฟุ้ง ไม่แสบตา ไม่เป็นน้ำละอองเหนียวเหนอะหนะ

2.เจลปรับอากาศ GLADE SCENTED (ราคา 159 บาท)



มาถึงเจลปรับอากาศ กลิ่นลาเวนเวอร์ ซึ่งสามารถปรับระดับความหอมให้มากน้อยได้ตามความต้องการได้ โดยเนื้อเจลสามารถกระจายความหอมได้อย่างต่อเนื่อง มอบความหอม ความสดชื่น ลดกลิ่นอับภายในห้อง  พร้อมมอบความหอมยาวนานต่อเนื่องถึง 30 วัน พร้อมกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มีอยู่ทั่วทุกที่ เพียงปรับระดับความหอม โดยดึงตรงฝาครอบด้านบนขึ้นหรือลงตามความต้องการก็ทำให้ห้องของคุณได้รับความหอมตามที่คุณต้องการแล้วค่ะ

3.น้ำหอมปรับอากาศ FARCENT LES PARFUMS DE FARCENT (ราคา 159 บาท)



น้ำหอมปรับอากาศ FARCENT LES PARFUMS DE FARCENT เป็นน้ำก้านน้ำหอมที่ทำให้ภายในห้องของคุณหอมสดชื่นอยู่เสมอ ด้วยกลิ่น Sea salt & wood sage ซึ่งเป็นกลิ่นคลาสสิกจากยุโรป ซึ่งเป็นหัวน้ำหอมชั้นชี อยู่ในขวดแก้วที่มีดีไซน์สวยงาม หรูหรา และสร้างบบรรยากาศภายในบ้านที่อบอวลไปด้วยความหอมอันบริสุทธิ์ โดยสร้างความผ่อนคลายให้ภายในบ้าน รวมถึงมีก้านสำลีช่วยในการกักเก็บ และกระจายความหอมต่อเนื่องยาวนาน

4.เครื่องพ่นปรับอากาศ FARCENT (ราคา 109 บาทแบบรีฟีล)



รีฟีลน้ำหอมปรับอากาศแบบแห้ง ซึ่งต้องติดตั้งใช้งานร่วมกับเครื่องพ่นสเปรย์อัตโนมัติ อยู่ในกลิ่นลาเวนเดอร์ ซึ่งผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติจึงเติมความหอมสดชื่นได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น เพราะด้วยละอองสเปรย์มีขนาดเล็ก จึงกระจายตัวในอากาศได้ช่วยขจัดกลิ่นอับได้อย่างทั่วถึง โดยสามารถฉีดได้ 3,000 ครั้ง หรือประมาณ 60 วัน สามารถสร้างบรรยากาศที่ดีภายในห้องนอน ห้องรับแขก หรือห้องทำงาน พร้อมทำให้คุณสัมผัสกลิ่นหอมที่ช่วยให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

9
มีความฝันว่าอยากแต่งห้องนอนตามแบบฉบับเกาหลีที่มีไฟกระพริบสวย ๆ เลยต้องหาซื้อมาติดในห้องนอน และได้ค้นพบว่าไฟกระพริบที่เราเห็นนั้นมีหลายรูปแบบ เราจึงต้องการมารีวิวไฟกระพริบให้ทุกคน ๆ ได้รู้กันว่า ไฟกระพริบนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร มีลูกเล่นอะไรเพิ่มเติมหรือไม่? มาดูกันค่ะ

1.หลอด LED LAMPTAN STRIP DRIVER (599 บาท)



หลอด LED LAMPTAN STRIP DRIVER เป็นไฟเส้น ที่สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย เพราะด้วยหลอด LED ขนาด 4.8วัตต์ จึงมอบความสว่างเป็นพิเศษให้กับห้องของคุณ อีกทั้งยังกินไฟน้อยมาก ๆ เลยช่วยคุณประหยัดไฟ โดยแสง LED มีลักษณะเป็นสีเหลืองขาวนวล ๆ จึงมอบความสบายตาให้ภายในห้องนอนของคุณ นอกจากนี้สาย LED ยังไม่มีความร้อน จึงค่อนข้างปลอดภัยในการใช้งาน สามารถปรับจังหวะของแสงไฟไก้ โดยมีอายุการใช้งาน 15,000 - 25,000 ชั่วโมง อีกทั้งยังสามารถปรับเป็นโค้งได้ตามพื้นที่ที่ติดตั้ง และผ่านมาตรฐาน มอก.1955 - 2551 เรียบร้อยแล้ว มาตกแต่งหน้องนอนให้สวยอลังการเหมือนห้องของเจ้าหญิง

2. ไฟเส้น LED HI-TEK SMART WIFI BT (999 บาท)



ไฟเส้น LED HI-TEK SMART WIFI BT เป็นไฟเส้นที่ควบคุมการทำงานผ่านสมาร์ทโฟน ด้วยการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ Bluetooth โดยสามารถใช้งานได้ทั้งระบบ iOS และ Android อีกทั้งยังรองรับระบบคำสั่งด้วยเสียงผ่าน Google Assistant นอกจากนี้ไฟเส้นยังถูกออกแบบให้ดูทันสมัย เป็นเส้นริบบิ้นสวย และสวยดูดี ไม่นับรวมว่าสามารถลิ้งค์กับอุปกรณ์ Google Home ได้ เพื่อสะดวกกับการใช้งานที่มากขึ้นอีกขั้น พร้อมติดตั้งง่าย ใช้งานได้สะดวก ไม่ต้องการอุปกรณ์เพิ่ม แถมยังเลือกตั้งเวลาเปิด-ปิด หรือหรี่แสงได้ตามความต้องการ สามารถปรับเปลี่ยนแสงได้ 3 โทน อาทิ DAYLIGHT, COOLWHITE, WARMWHITE นอกจากนี้ยังมี RGB+CCT ที่เปลี่ยนเสียงสูงสุดถึง 16 ล้านเฉดสี ให้ห้องของคุณมีสีสันยิ่งกว่าที่เคย

3.ชุดหลอด LED พร้อมรีโมท RACER STRIP (659 บาท)



ไฟกระพริบ LED สุดตระการตาแต่งแต้มบรรยากาศและสร้างสีสัน ด้วไฟเส้น LED สามารถ ควบคุมสีและจังหวะกระพริบด้วยรีโมท พร้อมปรับเปลี่ยนสีได้ถึง 16 เฉดสี รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนจังหวะหรือโหมดควบคุมได้ 4-5 รูปแบบ มี Adapter สายไฟยาว 1.50เมตร โดย สามาถติดตั้งในพื้นที่โค้งงอได้ตั้งแต่ 0 - 180 องศา และมีระยะไฟตัดทุก ๆ 30 ชม. รวมถึงมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 30,000 ชั่วโมง มอบลำแสงกว้าง 120 องศา ซึ่งปราศจากรังสียูวี และรังสีอินฟราเรดที่ทำอันตรายต่อผิวหนังจึงมีความปลอดภัยสูง อีกทั้ง ได้มาตรฐาน มอก. 1955-2551 โดยสินค้ามีอายุประกัน 1 ปี จึงช่วยให้ห้องของคุณมีสีสันที่มากกว่า พร้อมประดับตกแต่งเพื่อความสวยงาม

10
ทั้งฝุ่นควัน มลพิษ และ PM 2.5 ลอยอยู่ในอากาศมากมาย ทำให้ในแต่ละวันเราต้องสูดลมหายใจที่ไม่สะอาดเข้าไปซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของเราโดยตรง แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นทุกวันจึงทำให้มีเครื่องฟอกอากาศพกพา และหน้ากากฟอกอากาศเกิดขึ้นจึงทำให้เราได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์อีกครั้ง ซึ่งเราจะพาไปดูว่าเครื่องดังกล่าวนั้นทำงานอย่างไร และดีต่อสุขภาพของเราอย่างไร ตามมากัน

1.เครื่องฟอกอากาศแบบพกพา JEWELION (8,190 บาท)



เครื่องฟอกอากาศพกพา JEWELION เป็นเครื่องฟอกอากาศที่สร้างพื้นที่ส่วนตัวของคุณให้สะอาดและปลอดภัยมากขึ้นอีกขั้น ด้วย JEWELION ซึ่งเป็นเครื่องฟอกอากาศสำหรับห้อยคอ ซึ่งทำหน้าที่ปล่อยไอออนลบ 19 ล้านประจุต่อตารางเซนติเมตร ช่วยดักจับฝุ่นละอองต่าง ๆ รวมถึง PM 2.5  ภายใน 0.6 วินาที และยังรวมไปถึงสารก่อมะเร็งต่าง ๆ จะเครื่องนี้ก็สามารถกำจัดได้อย่างอยู่หมัดในรัศมีความกว้างประมาณ 1 เมตร อีกทั้งยังมีอัตราการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ได้สูงสุดถึง 99.9% จึงทำให้รอบตัวของคุณเต็มไปด้วยอากาศที่บริสุทธิ์ เหมาะสำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้ป่วยทั้งหลาย ซึ่งชาร์จไฟหนึ่งครั้งใช้ได้ยาวนานถึง 2-3 วัน จึงทำให้อากาศที่คุณได้รับสะอาดและปลอดภัยอย่างแน่นอน

2.เครื่องฟอกแบบพกพาหน้ากาก LG  AP551AWFA.ABAE (ราคา 6490 บาท)



เครื่องฟอกแบบพกพาหน้ากาก LG เป็นหน้ากากฟอกอากาศ ที่ผสานเทคโนโลยีที่คืนอากาศบริสุทธิ์ โดยผลิตจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบา สวมใส่ได้สบาย สามารถฟอกอากาศได้สะอาดหมดจด โดยสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการใช้ซิลิโคนทางการแพทย์แบบเดียวกับที่ใช้ผลิตอุปกรณ์ช่วยหายใจในโรงพยาบาลเป็นวัสดุในการผลิตหน้ากากตัวนี้ขึ้นมา มาพร้อมพัดลม Dual Fans ช่วยระบายอากาศที่สามารถปรับความเร็วได้ตามจังหวะการหายใจช่วยให้คุณหายใจได้สะดวกยิ่งกว่า มีแผ่นกรองอากาศ HEPA H13 class ที่ช่วยดักจับอนุภาคขนาดเล็กในอากาศที่เป็นอันตรายได้ถึง 99.95% แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมง โดยใช้เวลาชาร์จเพียง 2 ชั่วโมง รวมถึงมีดีไซน์ที่รองรับทุกสรีระ จึงรู้สึกสบายในขณะที่สวมใส่ มาพร้อมเทคโนโลยี Voice On มีไมโครโฟนและลำโพงขนาดเล็ก จึงทำให้พูดได้ชัดขึ้น รองรับการใช้งานแบบอัจฉริยะ (Bluetooth) เพื่อติดตามการหายใจ และการบำรุงรักษาผลิตภัณฑ์

3.เครื่องฟอกอากาศแบบพกพา JYE DOUGHNUT



เครื่องฟอกอากาศแบบพกพา JYE DOUGHNUT โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ทันสมัย ขนาดกะทัดรัด  สามารถสวมเป็นสร้อยคอเพื่อสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีอันทันสมัย ด้วยการปล่อยประจุลบประมาณ 5 ล้านประจุต่อลบ.ซม. จึงสามารถดักจับฝุ่นควัน มลพิษต่าง ๆเพื่อทำให้อากาศสดชื่น รวมถึงสามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 รวมถึงเกสรดอกไม้ และควันบุหรี่ได้ เหมาะสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ รวมถึงเด็กและผู้ป่วยก็ควรสวมใส่เครื่องฟอกอากาศแบบพกพาพกติดตัวเอาไว้ สำหรับการชาร์ตซึ่งจะใช้เวลาชาร์ตประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ใช้ได้นานถึง 3 วันจึงไม่จำเป็นต้องชาร์ตแบตบ่อย ๆ สำหรับเครื่องฟอกอากาศแบบพกพาจะช่วยกรองอากาศภายในรัศมี 1 ตร.ม. พร้อมคืนอากาศบริสุทธิ์ให้เราได้หายใจอย่างปลอดภัย

11


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันหลาย ๆ บ้านเลือกใช้เครื่องช่วยล้างจาน แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังลังเล ไม่รู้ว่าจะเลือกมาใช้งานดีไหม โดยเฉพาะยี่ห้อที่กำลังมาแรงทั้งสองอย่าง เครื่องล้างจาน Electrolux และ Xiaomi ดังนั้น เพื่อให้ตัดสินใจได้มากขึ้นไม่ว่าจะเลือกยี่ห้อไหนก็ตาม ขอแนะนำเหตุผลที่ควรใช้งานอย่างละเอียดมาให้ศึกษา

การทำงานของเครื่องช่วยล้างจานที่ควรรู้

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องช่วยล้างจาน Electrolux หรือเครื่องล้างจาน Xiaomi ล้วนมีวิธีการทำงานที่คล้ายกัน กล่าวคือ น้ำเย็นที่เชื่อมต่อได้จะถูกส่งมาที่ท่อต่อของเคลื่อน เมื่อเริ่มปรับอุณหภูมิได้ประมาณ 30 – 60 องศาเซลเซียส โดยน้ำอุณหภูมินี้ใช้ล้างแบบฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และล้างได้นานกว่า สักพักระบบก็จะเพิ่มปริมาณน้ำเข้ามาให้ ด้วยการปั๊มเข้ามาจากด้านข้างตะกร้าที่วางจานไว้ ระบบทำการปล่อยน้ำเข้ามา ซึ่งใบพัดเล็ก ๆ จะช่วยกระจายน้ำล้างจานจนสะอาด แล้วระบบก็จะปล่อยน้ำเย็นอีกรอบ มีการพัดกระจายน้ำ สุดท้ายล้างเสร็จระบบก็ปล่อยน้ำทิ้งไป ผิดกับการล้างเองเพราะไม่ต้องเปลืองแรง แถมไม่ต้องมือเปื้อนฟองจากน้ำยาล้างจาน รวมถึงคราบสกปรกด้วย

เหตผลที่เราควรเลือกเครื่องล้างจาน Electrolux หรือ Xiaomi

1. ทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก และเป็นการล้างเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่สะสมอยู่บนจานได้ หรือที่เรียกว่าระบบรองรับการล้างแบบฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำร้อน โดยน้ำสามารถปรับระดับถึง 60 อาศาเซลเซียส แน่นอนว่ามือเปล่าล้างไม่ได้

2. ไม่เปลืองแรง และเสียเวลาล้างเอง เพราะเครื่องล้างจานสามารถล้างให้สะดวกได้โดยใช้เวลาไม่นาน แค่หยิบจานมาใส่ไว้ในกระตร้า กดให้เครื่องทำงาน พักเดียวก็นำจานออกมาเช็ดคราบน้ำได้แล้ว ไม่ต้องเหนื่อยล้าง เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้

3. สร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับตนเอง เพราะส่วนใหญ่แล้วเครื่องจำกำจัดแบคทีเรีย ไวรัส หรือสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออกหมดจด ช่วยฆ่าเชื้อที่หมักหมมได้ดี ดียิ่งกว่าการล้างเองหลายเท่า จึงกล่าวได้ว่าเป็นการดูแลสุขภาพไปในตัว

4. ใช้งานง่าย เพราะอย่างที่บอกว่าแค่นำจานใส่ในตะกร้า แล้วกดสั่งทำงาน ตัวเครื่องก็ทำงานให้ได้ทันทีเลย สามารถใช้งานล้างจานเวลาที่ต้องสังสรรค์ หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้งานมากมาย

เครื่องสำหรับช่วยล้างจานแต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันออกไปอยู่แล้ว เราก็ควรเลือกในส่วนของฟังก์ชันสัมพันธ์กับงบประมาณที่เหมาะสมด้วย ควรพิจารณาว่าเราใช้แล้วจะเกิดความคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน เพราะยิ่งฟังก์ชันมากราคาก็ยิ่งสูง และควรดูขนาดของเครื่องด้วยว่าเหมาะสมกับการจะนำไปวางไว้พื้นที่ภายในบ้านมากน้อยแค่ไหน

12


หน้ากากอนามัย” กลายเป็นไอเทมติดตัวที่ไม่ว่าจะออกไปไหนก็ต้องสวมใส่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไหนจะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งยังไม่มีทีท่าจะเบาลง รวมถึงฝุ่นละออง PM 2.5 ทุกวันนี้จึงมีการผลิตหน้ากากต่าง ๆ ออกมาให้ใช้งานกันเยอะมาก ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีจุดเด่นและความน่าสนใจต่างออกไป แต่ในเมื่อนี่คือไอเทมที่ต้องมีติดตัว ลองมาคัดเลือก 5 ยี่ห้อที่ตอบโจทย์กันสักหน่อย

5 ยี่ห้อหน้ากากอนามัย ใช้งานดีในยุคโควิด-19

1. Dexzon

เริ่มต้นด้วยยี่ห้อที่มีตัวเลือกหน้ากากให้ใช้งานเยอะมาก ๆ ทั้งแบบหน้ากากทางการแพทย์, หน้ากากผ้า ฯลฯ จุดเด่นของยี่ห้อนี้คือ มักนำเอานวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาสู่กระบวนการผลิตอยู่เสมอ ช่วยเพิ่มคุณภาพการใช้งานให้ดีขึ้นกว่าเดิม ปลอดภัยไร้กังวล เหมาะสำหรับทุกคนอย่างแน่นอน

2. 3M

หากพูดถึงยี่ห้อที่ผลิตสิ่งของครอบจักรวาล บอกเลยว่า 3M ไม่เป็นสองรองใครแน่นอน ซึ่งหน้ากากชนิดต่าง ๆ อาทิ หน้ากากการแพทย์, หน้ากาก N95 ฯลฯ ก็เป็นอีกสิ่งที่หาซื้อได้จากยี่ห้อนี้ ด้วยชื่อที่การันตีด้านคุณภาพจึงไม่ต้องห่วงเรื่องดังกล่าวเลย แถมยังหาซื้อง่าย มีราคาคุ้มค่า เหมาะกับการใช้งานระยะยาวที่ต้องเปลี่ยนใหม่บ่อย ๆ ไม่เสียดายเงิน

3. G-LUCKY

ใครที่มองหาหน้ากากราคาถูก คุณภาพดี มีขายอยู่ตลอด ยี่ห้อนี้บอกเลยเหมาะกับความต้องการของคุณแน่นอน ด้วยคุณภาพระดับมาตรฐานในทุกขั้นตอนการผลิต ช่วยป้องกันทั้งเชื้อโรค ฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกต่าง ๆ ไม่ให้เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ปลอดภัยสำหรับทุกคนไม่ต้องห่วง

4. Unicharm

ใครที่ชอบความใส่ใจในทุกรายละเอียดแบบญี่ปุ่นยี่ห้อนี้ตอบโจทย์แน่นอน จุดเด่นมาก ๆ คือการเป็นหน้ากากแบบ 3D ที่มีดีไซน์เหมาะกับใบหน้า ไม่รู้สึกอึดอัดมากจนเกินไป ระบายอากาศดีเยี่ยม ช่วยป้องกันฝุ่นละออง เชื้อโรค ได้แบบเต็มประสิทธิภาพ ขึ้นชื่อเป็นยี่ห้อจากญี่ปุ่นไม่ต้องกังวลเลย

5. Fitty

ปิดท้ายกันด้วยยี่ห้อจากญี่ปุ่นอีกเช่นกัน โดดเด่นด้วยการขึ้นรูปผ่านเส้นใยแบบตรง จึงออกแบบให้กระชับกับรูปหน้า ไม่อึดอัด หายใจสะดวก ช่วยป้องกันบรรดาสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง เชื้อโรค สวมใส่แล้วไม่รำคาญใจ พกพาติดตัวเอาไว้อุ่นใจเสมอ

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญของการใช้หน้ากากเพื่อป้องกันเชื้อโรคเหล่านี้ หลังใช้งานเรียบร้อยแล้วควรทิ้งให้เป็นระเบียบทันที อย่าเก็บไว้ใช้งานต่อเด็ดขาด เพราะเชื้อโรคที่ติดอยู่อาจเข้าไปสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ยิ่งปัจจุบันมีตัวเลือกดี ๆ เยอะ ราคาไม่แพง ซื้อเก็บเอาไว้ใช้ไม่ใช่เรื่องยาก ดีต่อสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง พร้อมสู้เพื่อให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด

13


ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องซักผ้าคืออุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกต่อการทำงานบ้านอย่างมาก สมัยนี้ทุกครอบครัวจึงต้องมีติดบ้านเอาไว้อย่างน้อย 1 เครื่อง แต่อย่าลืมว่าหากไม่มีการดูแลรักษาที่ดีก็ทำให้เครื่องพังเสียหาย เสียเงินซ่อมหรืออย่างแย่สุด ๆ ถึงขั้นต้องซื้อใหม่เลยก็มี และถ้าหากบ้านไหนเลือกใช้งานเครื่องซักผ้า 2 ถัง จะขอแนะนำ 4 วิธีง่าย ๆ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน คุ้มค่ากว่าเดิม

4 วิธียืดอายุการใช้งานเครื่องซักผ้า 2 ถัง ที่ควรทำ

1. ใส่ปริมาณผ้าให้เหมาะกับน้ำหนักของเครื่อง

ก่อนการซื้อจะสังเกตเห็นอยู่แล้วว่าเครื่องซักผ้าทุกประเภท ทุกยี่ห้อ มีการะบุจำนวนน้ำหนักที่สามารถรับได้ ดังนั้นทุกครั้งที่จะใส่เสื้อผ้าลงไปต้องกะให้ดีถึงน้ำหนักเครื่องและปริมาณผ้า ไม่ควรใส่ให้มันเยอะจนเครื่องต้องแบกน้ำหนักมากกว่าปกติ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เกิดความเสียหายได้ง่าย ตัวเครื่องเสียสมดุล อีกทั้งความสะอาดในการขจัดคราบต่าง ๆ บนเสื้อผ้าที่ใส่ลงไปก็น้อยตามด้วยเช่นกัน

2. หากผ้ามีปริมาณน้อยควรรวมเอาไว้แล้วซัก อย่าใช้บ่อยเกินวันละ 2 ครั้ง

เข้าใจดีว่าบางบ้านอยู่อาศัยแค่ไม่กี่คน ผ้าที่ใช้งานในแต่ละวันจึงไม่เยอะมาก จึงขอแนะนำให้รวมเอาไว้แล้วค่อยซัก 1 ครั้ง ต่อวัน อย่าใช้งานบ่อยเกินเหตุ เนื่องจากตัวเครื่องเองก็มีมอเตอร์ไม่ต่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น การที่มอเตอร์ทำงานหนักเกินไปจะยิ่งส่งผลให้เกิดความเสียหาย เสื่อมสภาพเร็วขึ้น มากไปกว่านั้นยังเป็นการสิ้นเปลืองไฟอีกต่างหาก

3. เปิดฝาถังทิ้งไว้รอจนแห้งทุกครั้ง

ราคา เครื่องซักผ้า 2 ถัง แม้จะถูกกว่าประเภทอื่น แต่ก็ไม่ควรต้องเสียเงินซื้อใหม่โดยใช่เหตุหากถึงเกิดกลิ่นอับ ซักแล้วมีกลิ่นติดผ้า วิธีง่าย ๆ คือ หลังจากใช้งานเรียบร้อยแล้วให้ทำความสะอาดถังด้วยน้ำเปล่าสะอาด ล้างให้ทั่วทุกบริเวณแล้วเปิดฝาทิ้งเอาไว้รอจนกว่าจะแห้งสนิทแล้วค่อยปิดเก็บไปเหมือนเดิม

4. เช็คการทำงานของเครื่องเดือนละ 1-2 ครั้ง

ท้ายที่สุดแม้มีการทำความสะอาดอยู่ทุกครั้งหลังซักเรียบร้อย แต่ก็ควรทำความสะอาดครั้งใหญ่ 1-2 ครั้ง / เดือน ไม่ว่าจะเป็นการขัดถูบริเวณต่าง ๆ ไม่ให้มีสิ่งสกปรก การตรวจเช็คอุปกรณ์ทั่วไปยังคงทำงานได้ตามปกติ หากมีสิ่งไหนแปลกไปจากเดิมควรเรียกช่างให้เข้ามาดูทันที

ไม่ว่าจะเลือกซื้อเครื่องซักผ้า 2 ถัง ยี่ห้อไหนดี ก็ตาม การรู้วิธียืดอายุตัวเครื่องจะช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเงินกันบ่อย ๆ เก็บไว้ใช้ทำประโยชน์ด้านอื่นได้อีกเยอะมาก ลองนำไปปรับทำตามกันเลย

14
ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็อยากได้ฟินิชลุคสวยเป็นธรรมชาติ แต่หน้าไม่มันเยิ้มแต่อากาศประเทศไทยไม่เป็นใจ เพราะอากาศอันร้อนแรงในประเทศไทยนั้นทำให้ผิวหน้ามันเยิ้ม รองพื้นหลุดลอกเป็นคราบจนเสียความมั่นใจ ยิ่งในช่วงนี้เราต้องใส่หน้ากากอนามัยทุกวันจึงเกิดปัญหารองพื้นติดแมสก์ ดังนั้นจึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะแก้ไขปัญหานี้ โดยจุดเริ่มต้นของผิวเนียนเรียบเป็นธรรมชาติคือการเลือกรองพื้นที่มีคุณภาพอย่างรองพื้นคุมมัน Lancome Teint Idole Ultra Wear Foundation รองพื้นบางเบาที่ให้ฟินิชผิวอย่างเป็นธรรมชาติ และทว่าปกปิดติดทนยาวนานตลอดวัน

สำหรับความโดดเด่นของรองพื้นลังโคมรุ่นนี้คือนวัตกรรม AIRWEARTM Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เนื้อรองพื้นเปรียบเสมือนกับตาข่ายที่ช่วยให้เนื้อรองพื้นแนบสนิทติดกับผิว จึงช่วยในการปกปิดปัญหาผิวได้อย่างเรียบเรียน แต่ก็ยังคงความเบาสบายผิวเหมือนเปลือยหน้าสด แล้วยังกันน้ำ กันเหงื่อ ทนต่อความร้อนชื้นแม้ผิวหน้าจะถูกซ่อนอย่างภายใต้หน้ากากอนามัยตลอดวัน รองพื้นก็ยังติดทน ไม่ตกร่อง สามารถควบคุมความมันได้ยาวนาน และไม่ไหลเยิ้มระหว่างวัน

โดยรองพื้นปกปิดดีขั้นเทพแต่ยังคงคอนเซ็ปต์แห่งการปกปิดปัญหาผิวของรองพื้นกระปุกนี้ อยู่ในรูปแบบของรองพื้นเนื้อน้ำ แบบ FULL COVERAGE LIQUID FOUNDATION คือการปกปิดขั้นสูงสุด ด้วยการปกปิดระดับนี้ กับเนื้อสัมผัสที่แสนเบาสบาย จึงสามารถครีเอตเมคอัพลุคได้  2 รูปแบบ ดังนี้

● ลุคสบาย ๆ ในวันธรรมดา เป็นเมคอัพลุคที่เน้นงานผิว โดยทุกคนสบายทารองพื้นเคลือบผิวบาง ๆ และแต่งหน้าน้อย ๆ ในวันสบาย ๆ เพื่อให้ผิวได้มีโอกาสได้หายใจ
● ลุคงานเลี้ยงหรือปาร์ตี้ ก็สามารถใช้รองพื้นขวดนี้ได้ เพราะสามารถปกปิดขั้นสุด ช่วยให้ผิวหน้าเนียนกริบ สะดุดสายตาทุกคนในงาน

นับว่าเป็นรองพื้นอีกขวดที่ค่อนข้างคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหากใครต้องการซื้อรองพื้นขวดเดียว แต่สามารถใช้ได้ทั้งในวันธรรมดา และวันสำคัญที่ต้องออกงานก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของรองพื้นขวดนี้ได้เลย

สำหรับ Lancome Teint Idole Ultra Wear Foundation มีทั้งหมด 25 เฉดสีให้เลือกจึงค่อนข้างครอบคลุมกับผิวของสาวไทย โดยทุกคนสามารถเลือกสีรองพื้นให้ตรงกับโทนสีผิวของตนเอง แล้วมาสีฟินิชลุคผิวสวยเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังไม่ทำให้หน้าไม่มัน มีผิวผ่องใสต้องแต่เช้าจรดเย็น โดยทุกคนสามารถเป็นเจ้าของรองพื้นกระปุกนี้ได้ในราคา 1,755 บาท หรือสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมผ่าน https://www.lancome.co.th หรือผ่านหน้าเคาท์เตอร์ของลังโคมทุกสาขา

15


กล่องเก็บของ” ถือเป็นอุปกรณ์อีกชนิดที่ช่วยให้พื้นที่ต่าง ๆ มีความเป็นระเบียบมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นบ้าน, คอนโด, ออฟฟิศ, โรงงาน ฯลฯ ซึ่งประเภทของกล่องเองก็มีให้เลือกใช้เยอะมากขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ลองมาดูกันว่าลักษณะกล่องแต่ละแบบเหมาะกับการใช้งานอย่างไร และถ้าคุณคิดจะซื้อควรเลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์ตนเองมากที่สุด คุ้มค่ากับเงินที่จ่าย

5 ลักษณะกล่องเก็บของ เหมาะกับการใช้งานของตนเอง

1. กล่องแบบมีฝาปิด

กล่องประเภทแรกถือว่าพบเห็นกันได้บ่อยมาก มีลักษณะเป็นกล่องแล้วมีฝาปิดอยู่ด้านบน เหมาะกับการนำไปใช้เก็บสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่อยากให้รู้สึกรก เกะกะ ตัวฝาด้านบนจะทำขอบล็อกเอาไว้กับกล่องด้านล่าง เน้นพวกสิ่งของที่อาจหยิบใช้บ่อย ๆ หรืออาจเป็นของที่ต้องการเก็บเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้มากขึ้นกว่าเดิม

2. กล่องแบบมีฝาล็อก

ต่อมาเป็นกล่องที่จะมีลักษณะคล้ายกับแบบแรก แต่ต่างกันออกไปตรงที่กล่องแบบนี้จะนิยมใช้สำหรับเก็บของส่วนตัวมากขึ้น ไม่ต้องการให้คนอื่นเข้ามาวุ่นวาย จึงมีการทำระบบล็อกเอาไว้ ทั้งการล็อกด้วยแม่กุญแจ หรือการล็อกด้วยระบบรหัสผ่าน บ้านไหนที่มีสมาชิกเยอะอยากแยกของบางอย่างเป็นส่วนตัวเลือกเก็บกับกล่องอเนกประสงค์นี้ได้เลย

3. กล่องแบบซ้อนได้

หากพูดถึงกล่องแบบนี้จะนิยมใช้เพื่อเก็บสิ่งของที่ต้องหยิบใช้งานเป็นประจำ ลักษณะคือด้านบนจะมีความกว้างมากกว่าด้านล่าง เพื่อให้ซ้อนทับเก็บไว้ง่าย นิยมใช้ในบรรดาโรงงาน หรือร้านค้าที่ต้องหยิบของออกมาจัดวางบ่อย ๆ ช่วยประหยัดพื้นที่หากต้องมีกล่องหลายใบเพื่อแยกประเภทสิ่งของหลายชิ้นให้ออกจากกัน

4. กล่องแบบมีหูหิ้ว

อีกลักษณะของกล่องที่ตอบโจทย์เรื่องความสะดวกหากต้องนำไปไหนด้วยบ่อย ๆ เพราะจะมีหูหิ้วด้านข้างช่วยให้การยกเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม นิยมใช้เก็บสิ่งของที่ต้องนำไปใช้ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น บรรดาออแกไนซ์จัดงานทั้งหลาย แนะนำให้ซื้อแบบมีหูหิ้วที่ตัวกล่องจะดีกว่ามีหูหิ้วที่ฝากล่อง ป้องกันการหล่นระหว่างหิ้ว

5. กล่องแบบลัง

สุดท้ายกับลักษณะกล่องที่ใช้งานกันบ่อย จะเรียกลังก็ไม่ติดขัด มักใส่ของที่ต้องหยิบประจำ ไม่มีฝาปิด ถ้าเป็นลังพลาสติกจะน้ำหนักเบา เหมาะกับการใส่ของทั่วไปที่ไม่ต้องรับน้ำหนักเยอะ ราคาถูก ประหยัดเงินได้ดีมากทีเดียว

นี่คือ 5 ประเภทกล่องสำหรับใช้เก็บของที่พบเห็นได้ทั่วไป ลองพิจารณาว่าของที่คุณต้องการเก็บเป็นแบบไหนแล้วซื้อไปใช้งานให้เหมาะสม เพิ่มความสะดวก และตอบวัตถุประสงค์ของตนเองได้อย่างดีที่สุด ไม่ต้องซื้อใหม่บ่อย ๆ ให้เปลืองเงิน

หน้า: [1] 2 3 ... 5

 เว็บที่น่าสนใจ  :  หัวเชื้อน้ำยาล้างตะกรัน   หัวเชื้อน้ำยาล้างแอร์   จาระบีอุตสาหกรรม   เช่าโฮสติ้ง  เสื้อผ้าเด็กอ่อน  ขายส่งกลูต้าไธโอนแบบฉีด  
ติดต่อลงโฆษณา