ยินดีต้อนรับสู่เว็บประกาศฟรี www.fieldcircus.com

"เว็บไซต์นี้เป็นเพียงสื่อกลางในการประกาศ ซื้อ/ขาย ทางเว็บจะไม่รับผิดชอบใดๆต่อการติดต่อ ซื้อ/ขาย ของท่านทุกรายการ โปรดพิจารณาความเหมาะสมก่อนการ ซื้อ/ขาย"

เสื้อผ้าเด็กอ่อน,เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด,บอดี้สูทเด็ก  สเปรย์ล้างโซ่ สเปรย์หล่อลื่นโซ่  ติดตั้งกล้องวงจรปิด        

 

ผู้เขียน หัวข้อ: รีวิวภาพยนตร์ John Wick: Chapter 4  (อ่าน 24 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

popcorn2468

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 31478
    • ดูรายละเอียด
รีวิวภาพยนตร์ John Wick: Chapter 4
« เมื่อ: 10 มีนาคม 2024, 01:50:27 AM »
รีวิวภาพยนตร์ John Wick: Chapter 4 - แอคชั่นระห่ำจัดเต็มแบบไม่พักสู่บทสรุปที่ยิ่งใหญ่ของจอห์น วิค 



ใครจะคิดจะฝันว่าเรื่องราวของนักฆ่าที่ออกตามล้างแค้นเพื่อสุนัขเพียงตัวเดียว จะถูกต่อยอดมาไกลได้ถึงขนาดนี้ หากนับตั้งแต่ John Wick ภาคแรกในปี 2014 ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้พระเอกที่อยู่ในช่วงขาลงแล้วอย่าง คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves) กลับมาโลดแล่นได้อีกครั้ง มาจนถึง John Wick Chapter 4 ก็กินเวลาไปร่วมเกือบๆ 10 ปีเลยทีเดียว ต้องบอกว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ตัวแฟรนไชส์ John Wick และตัวของคีอานู รีฟส์ เองจะอยู่ในช่วงเวลาที่สุกงอม สง่างามและสมควรได้รับการจดจำอย่างสมเกียรติจากภาพยนตร์ภาคนี้นี่แหละ



John Wick 4 มีการยกระดับขึ้นจากภาคที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด เพราะในภาคนี้ถูกอัดแน่นไปด้วยฉากแอคชั่นจัดเต็มมากถึง 14 ฉาก และแต่ละฉากต้องใช้คำว่า “Masterpiece” จริงๆ เพราะมันเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความพิถีพิถันของงานสร้างและการออกแบบคิวบู๊ ทั้งฉากไล่ล่ากันที่ประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de Triomphe) ที่เป็นที่สุดของความตื่นเต้น หรือฉากที่หลายคนชื่นชอบและร้องว้าว นั่นคือ ฉากกล้องมุมสูงที่มาพร้อมกับปืนลูกซองพ่นไฟ (Dragon’s Breath) ฉากนี้เป็นส่วนผสมของมุมกล้องที่แปลกตาและประกายไฟจากปืนในอาคารมืดสลัว เมื่อจอห์น วิค ยิงปืนไฟออกมาแต่ละครั้ง มันช่างตื่นตาดีเหลือเกิน และที่สำคัญฉากนี้ใช้เทคนิคลองเทค (Long Take) ในการถ่ายทำ ซึ่งผลลัพธ์นั้นคือความมันส์ที่เกินบรรยายจริงๆ



หนำซ้ำการประลองปืนในฉากสุดท้ายของเรื่องก็ยังไม่วายที่จะสร้างเซอร์ไพร์สให้กับผู้ชมได้อีก ถึงจะเรียบง่ายแต่ก็ทรงพลัง เรียกว่าเป็นฉากจบเรื่องที่คู่ควรกับจอห์น วิค เหลือเกิน และฉากต่างๆ อีกมากมาย ทั้งฉากแอคชั่นที่โรงแรม Continental สาขาโอซาก้า ก็ดี หรือฉากบันได 222 ขั้นของวิหาร Sacré-Cœur ก็ดี ที่เล่นกับใจของผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด จนเห็นแล้วเหนื่อยแทนคุณวิคเลยจริงๆ (ในใจก็ร้องว่าพอเถอะ) จึงไม่แปลกใจ เมื่อผู้กำกับแชด
สตาเฮลสกี (Chad Stahelski) ออกมาบอกว่าเขายังไม่มีแผนการที่จะสร้างภาคต่อในเร็ววันนี้แน่ๆ เพราะเขาได้ใส่ทุกอย่างเท่าที่ทำได้ไปในหนังภาคนี้จนหมดแล้วนั่นเอง




และอาจจะบอกได้ว่า John Wick 4 เป็นอีกตัวอย่างของภาพยนตร์ที่ดำเนินเรื่องด้วยฉากแอคชั่นได้ยอดเยี่ยมมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะถึงแม้จะอัดแน่นไปด้วยฉากแอคชั่นมากมายอย่างที่บอกไป ซึ่งน่าจะเกินไปกว่าครึ่งเรื่องด้วยซ้ำที่เราได้ยินเสียงกระสุนปืนสาดใส่กัน แต่ตลอด 2 ชั่วโมง 49 นาทีของภาพยนตร์ กลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว และไม่มีห้วงอารมณ์ของความเบื่อหน่ายในฉากแอคชั่นอยู่เลย โดยลักษณะของการวางฉากแอคชั่นในเรื่องนั้น มีลักษณะเป็นด่าน (Stage) ที่มีความตื่นเต้นมากน้อยสลับกันไป ต้องชื่นชมผู้กำกับแชด สตาเฮลสกี ที่รู้ว่าตรงไหนควรตื่นเต้น ตรงไหนควรผ่อนเครื่องบ้าง



ซึ่งฉากแอคชั่นทั้งหมดก็สอดรับกับการเล่าเรื่องที่ต้องใช้คำว่า “น้อยแต่มาก” เพราะถ้าพูดกันตามตรง ภาพยนตร์ชุดนี้ก็ไม่ได้มีเนื้อเรื่องอะไรที่สลับซับซ้อนอยู่แต่แรกแล้ว แต่เสน่ห์ของการเล่าเรื่องแบบง่ายๆ นี้ก็ทำงานอย่างได้ผลในภาคสุดท้ายนี้เช่นกัน จากที่ต้องหนีการตามล่าจากเหล่า “สภาสูง” (High Table) ในภาคก่อน กลายมาเป็นการโต้กลับเพื่ออิสระภาพ ระหว่างทางจึงเหลือช่องว่างให้สามารถใส่เรื่องราวของโลกนักฆ่าที่ว่าได้เรื่องของ “กฎ” เข้ามาได้อีก โดยในภาคนี้เราก็จะได้เห็นทั้ง กฎการรับเข้าตระกูล หรือ กฎการท้าดวลกับสภาสูง ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่มเข้ามาและเราไม่สามารถคาดเดาได้จากเนื้อเรื่องที่ผ่านมา



นอกจากกฎในโลกนักฆ่าแล้ว John Wick ภาคนี้ยังมีการเพิ่มมิติของตัวเรื่องได้น่าสนใจ จะสังเกตว่า ตัวละครแต่ละตัวจะเชื่อมโยงกันด้วยสายสัมพันธ์ ทั้ง พ่อ-ลูก เจ้านาย-ลูกน้อง หรือความสัมพันธ์ของเพื่อนเก่า ซึ่งเดิมทีตัวละครจอห์น วิค เป็นตัวละครที่ว่างเปล่าและดูไร้มิติมาก (แถมพูดน้อยและขรึมอีกต่างหาก) ซึ่งเสี่ยงให้ผู้ชมเบื่อหน่ายได้ง่ายมาก แถมยังไม่เคยมีการเปิดเผยเรื่องราวของเขาเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างถูกเล่าผ่านการบอกเล่าจากปากตัวละครอื่นทั้งสิ้น



การแก้ลำนั้นทำโดยเพิ่มตัวละครเพื่อนของเขานอกจาก Winston และ Bowery King นั่นก็คือ ชิมาซุ (Shimazu) ผู้จัดการโรงแรม Continental สาขาโอซาก้า รับบทโดย ฮิโรยูกิ ซานาดะ (Hiroyuki Sanada) ที่ให้ความช่วยเหลือจอห์น วิค โดยยอมแม้กระทั่งปะทะกับคนของมาร์คีส์ (Marquis) ทั้งๆ ที่รู้ว่าโรงแรมของเขาและตัวเขาจะต้องเสี่ยงอันตราย นั่นทำให้เราพอคาดเดาได้ว่าในอดีต จอห์น วิค ไม่ใช่คนที่เลวร้ายไปซะทีเดียว เขายังมุมที่สามารถมีเพื่อนแท้ได้ด้วย



และสหายอีกหนึ่งคนที่เข้ามายกระดับภาพยนตร์เรื่องนี้จนต้องปรบมือให้เลยจริงๆ นั่นคือ ตัวละครของดอนนี่ เยน (Donnie Yen) ในบทบาทนักฆ่าตาบอดยอดฝีมืออย่าง เคน (Caine) การเพิ่มมาของตัวละครนี้นอกจากศิลปะการต่อสู้และความเป็นซุปเปอร์สตาร์ของดอนนี่ เยน ที่ยืนข้างกับคีอานู รีฟส์ ได้อย่างไม่ต้องกลัวหม่นหมองแล้ว เขายังเข้ามาสร้างมิติในการเป็นคู่ปรับที่ดูสมน้ำสมเนื้อกับจอห์น วิค ได้เป็นอย่างดี แถมยังเป็นตัวละครที่พาพระเอกของเราไปสู่ทางลงที่น่าประทับใจมากๆ (เดิมทีตัวละครนี้จะใช้ชื่อว่า ชาง และใส่เสื้อคอเต่าแบบชาวจีนแท้ๆ แต่เป็นตัวของดอนนี่ เยน เองที่รู้สึกว่า ตัวละครของเขาควรจะดูดีแบบคนอื่นบ้าง จึงได้ทำการออกแบบตัวละครและเปลี่ยนชื่อใหม่ จนได้เป็นอย่างที่เราเห็นกันในเรื่อง)



ส่วนอีกคนที่เหมือนจะเป็นตัวละครเอาไว้แก้เลี่ยนแต่ก็มองข้ามไม่ได้เลยอย่าง นายไร้ตัวตนหรือ The Tracker (รับบทโดย Shamier Anderson) ก็เป็นอีกตัวละครมีบทบาทไม่น้อย โดยเขาเข้ามาเพื่อหวังจะล่าค่าหัวจอห์น วิค แต่ก็ต้องได้รับบทเรียนสำคัญกลับไป ซึ่งจุดนี้ก็ทำให้เราได้เห็นนิสัยใจคอของจอห์น วิค อีกด้านหนึ่งเหมือนกัน



จุดเด่นอีกอย่างที่ถูกยกระดับขึ้นมาและมันทำให้ภาพยนตร์ชุดนี้ดูเป็นตัวของตัวเองมาก หนีไม่พ้นเรื่องของสถานที่ที่เป็นฉากหลังของเรื่อง ที่ดูหรูหรา ตระการตา และมีความเป็นศิลปะสูงมาก ทั้งโรงแรม Continental สาขาโอซาก้าหรือสาขาเบอร์ลินเองก็ตาม หรือแม้แต่ฉากระหว่างที่ตัวละครพักจากการต่อสู้ ก็จะเป็นสถานที่ที่สวยงาม เช่น โบสถ์ ห้องโถงของโรงแรม เป็นต้น นี่ยังนับไปถึงเสื้อผ้าของตัวละครและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหลาย รวมทั้งการถ่ายภาพ การจัดแสงและสี ที่ทำให้โลกของจอห์น วิค ดูหรูหรา มีสไตล์ของความเป็นชนชั้นสูง แต่กลับแฝงด้วยกลิ่นความเลือดและความตาย (ควรจะได้เข้าชิงออสการ์สาขาออกแบบงานสร้างสักครั้งเลยจริงๆ)

หากจะว่าถึงจุดที่น่าเสียดายอยู่ตรงที่ เราคาดหวังว่าจะได้เห็นโลกของนักฆ่าที่กว้างกว่านี้ในภาคนี้ แน่นอนว่าเรื่องนี้อาจจะต้องรอดูในแฟรนไชส์อย่างซีรีส์ The Continental ก็เป็นได้ นั่นเลยทำให้ตัวละคร มาร์คีส์ ของ บิล สการ์สการ์ด (Bill Skarsgård) ยังคงเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่งของสภาสูงเท่านั้น และนักฆ่าร่างท้วมของ สก็อตต์ แอดคินส์ (Scott Adkins) ที่ก็ไม่เข้าใจว่าพี่จะอ้วนทำไม ตรงนี้ทำให้เราเกิดความรู้สึกคล้ายๆ กับภาคก่อนว่า เป็นแค่ตัวละครที่มาเพื่อให้จอห์น วิค สู้เก็บเลเวลเท่านั้น เพราะดูยังไงจอห์น วิค ก็คงไม่แพ้ (ถึงบอกว่าตัวละครเคนนั้นมีผลอย่างมากไม่ให้ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่อง) รวมถึงในส่วนของงานสตันท์ มีหลายครั้งที่ดูเหมือนจะเข้ามาเพื่อให้ถูกโดนจัดการ บางจังหวะอาจจะดูยั้งมือไปบ้าง ซึ่งมันค่อนข้างผิดธรรมชาติ แต่ก็เข้าใจได้ว่าด้วยฉากแอคชั่นที่ยาวขนาดนี้ ย่อมต้องมีแผลเล็กๆ เกิดขึ้นเป็นธรรมดา

สรุป John Wick: Chapter 4 เป็นภาคต่อที่ถูกยกระดับขึ้นมาจนถึงขีดสุดในทุกด้าน ทั้งในด้านของฉากแอคชั่นที่จัดเต็มแทบไม่มีเวลาพักหายใจกันเลยทีเดียว และในด้านเนื้อเรื่องที่เพิ่มตัวละครของ ดอนนี่ เยน เข้ามานับว่าเป็นการสร้างมิติให้กับทั้งเรื่องได้มากเลยไปจนถึงบทสรุปที่ยอดเยี่ยมตราตรึงใจ ภายใต้งานสร้างระดับหนังมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่เหมาะกับบทสรุปของมือปืนที่ทั้งโลกต้องหวาดกลัวผู้นี้



ขอบคุณข้อมูล
https://movewinbet.one
ศูนย์รวมเกมสล็อตที่แจ็คพอตแตกง่ายที่สุด

 


 เว็บที่น่าสนใจ  :  หัวเชื้อน้ำยาล้างตะกรัน   หัวเชื้อน้ำยาล้างแอร์   จาระบีอุตสาหกรรม   เช่าโฮสติ้ง  เสื้อผ้าเด็กอ่อน  ขายส่งกลูต้าไธโอนแบบฉีด  
ติดต่อลงโฆษณา